วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

8 เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2014

8 เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2014

ในปี 2013 ที่ผ่านมามีผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นเกิดขึ้นมากมาย และในปี 2014 ที่กำลังจะมาถึงยังมีเทคโนโลยีใหม่ๆ และผลิตภัณฑ์รุ่นต่อยอดจากรุ่นเก่ารอคอยที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียที ซึ่งเราไปดูกันซิว่า 10 เทรนด์เทคโนโลยีของปี 2014 จะมี “ของเล่นใหม่” ใดที่น่าสนใจบ้าง 
1. Google Glass และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สวมใส่
Wearable-Computing
Google ให้คำมั่นว่า Google Glass จะเปิดวางขายจริงให้กับประชาชนทั่วไปในสหรัฐอเมริกาในปี 2014 นี้ ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายอย่างยิ่งว่าแว่นตาอัจฉริยะนี้จะได้รับความนิยมมากน้อยเพียงใด และเมื่อ Google กล้าคิดกล้าทำ บริษัทไอทีชั้นนำรายอื่นๆก็ไม่น้อยหน้าก็เตรียมเดินหน้าพัฒนาแก็ดเจ็ตสวมใส่กันอย่างคึกคักเช่นกัน ทั้ง Samsung, LG และ Apple

2. iPhone และ iPad จะใหญ่ขึ้น
iphone-and-ipad-bigger
จากพฤติกรรมของผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ตอบรับกับหน้าจอขนาด 5 นิ้วขึ้นไป หรือที่เรานิยามกันว่า Phablet (แฟ็บเล็ต) ส่งผลให้มีเสียงเรียกร้องให้ Apple หันมาสนใจการทำ iPhone ขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นบ้าง ซึ่งก่อนจะสิ้นปี 2013 ก็เริ่มมีข่าวเล็ดลอดว่าiPhone 6 จะมีหน้าจอใหญ่ขึ้น แต่จะเป็นขนาดใดรระหว่าง 4.4 – 5.7 นิ้ว ตอนนี้ยังไม่มีใครตอบได้
ขณะเดียวกัน iPad ก็จะพัฒนาให้ใหญ่ขึ้นเช่นกัน จากเดิมที่คงขนาด 9.7 นิ้วก็จะถูกอัพไซส์ไปเป็นขนาด 12 นิ้ว เพื่อให้แท็บเล็ตสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ใกล้เคียงกับโน๊ตบุค และจะมีน้ำหนักเบากว่ามาก

3. Smartwatch
smartwatch-2014-trend
ในปี 2013 เราได้เห็นความพยายามจากหลายค่ายไอทีชั้นนำที่จะผลักดันให้ Smartwatch สามารถตอบโจทย์ผูู้ใช้ทั่วไปแทนที่การใช้สมาร์ทโฟน แต่เนื่องจากแอพพลิเคชั่นจำนวนมากยังไม่รองรับการใช้งานควบคู่กับ Smartwatch และฟีเจอร์โดยทั่วไปยังวนเวียนอยู่เพียงการแจ้งเตือน ฉะนั้นในปี 2014 จึงเป็นโอกาสที่หลายค่ายที่เปิดตัว Smartwatch ไปแล้วอย่าง Samsung, Sony และ Pebble จะได้ต่อยอดอุปกรณ์สวมใส่ ขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็น Smartwatch จาก Google และApple เปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียที

4. Windows 8.2 กับการกลับมาอย่างเต็มรูปแบบของปุ่ม Start
windows-8.2
หลังจาก Windows 8 โดนโจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะการขาดหายไปของปุ่ม Start ทำให้ไมโครซอฟท์เร่งพัฒนาโอเอส Windows 8.1พร้อมนำปุ่ม Start กลับมาประจำการเช่นเดิม แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่สามารถเรียกใช้งานเมนูต่างๆได้เหมือนก่อน อย่างไรก็ดีคาดว่าในปี 2014 จะโอเอสใหม่อย่าง Windows 8.2 เกิดขึ้น พร้อมพัฒนา Modern UI ให้การใช้งานง่าย สะดวกสบายต่อผู้ใช้

5. Chrome OS จะมีลักษณะคล้าย Windows มากขึ้น
chome-os-2014
ในปี 2014 คอมพิวเตอร์ Chromebook และระบบปฏิบัติการ Chrome OS จะเข้ามามีบทบาทในตลาดโน๊ตบุคมากขึ้น เนื่องจาก Google ตั้งเป้าพัฒนาแอพพลิเคชันแบบออพไลน์สำหรับ Chrome OS มากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพบน Chromebook ตลอดจนแท็บเล็ตแบบไฮบริดรุ่นใหม่

6. Oculus Rift VR Headset อุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนประสบการณ์การเล่นเกมแบบใหม่
Oculus-Rift-VR-Headset
Oculus Rift VR Headset เปิดตัวไปเมื่องาน CES 2013 อุปกรณ์สวมใส่คล้ายแว่นตาขนาดใหญ่ที่จะช่วยเพิ่มมุมมองได้มากถึง 110 องศา สามารถเปลี่ยนมุมมองได้เองตามการเคลื่อนไหวของผู้ใช้งาน พร้อมแสดงภาพในรูปแบบ 3 มิติด้วย ซึ่งในปี 2014 เป็นโอกาสาอันดีที่จะเกิดเกมใหม่ๆ หรือการพัฒนาเกมเก่าต่างๆ ให้รองรับกับการใช้งาน Oculus Rift VR Headset ได้

7. Ultrabook ที่มากับกล้องเว็บแคมแบบ 3 มิติ
ultrabook-3d-web-cam
ช่วงปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนากล้อง Senz3D ขึ้น เพื่อการใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ แต่การจะใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคผู้ใช้จะต้องติดตั้งกล้องขนาดใหญ่ด้านบนหน้าจอของพวกเขา อย่างไรก็ตามในปี 2014 จะเป็นครั้งแรกของ Ultrabook และแท็บเล็ตจะมีการติดตั้งกล้องแบบ 3 มิติมาให้ในตัวด้วยเลย
8. สมาร์ทโฟนหน้าจอความละเอียดสูง และหน้าจอโค้งงอมากขึ้น
ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าสมาร์ทโฟนมีการพัฒนาด้านความละเอียดหน้าจอให้เพิ่มสูงขึ้นเสมอๆ ซึ่งในปี 2014 ก็เช่นกัน เราจะเห็นว่าทั้ง Samsung Galaxy S5, LG G3 หรือ iPhone 6 ต่างมีข่าวเรื่องการเพิ่มความละเอียดเดิมไปอยู่ในระดับ 2K (2560 x 1440 พิกเซล) ก่อนพัฒนาไปสู่ระดับ 4K ในปี 2015 ขณะเดียวกันสมาร์ทโฟนแบบหน้าจอโค้งงอจะถูกเปิดตัวมากขึ้น โดยมีผู้นำเทรนด์อย่าง Samsung และ LG
smartphones-curves

แหล่งที่มา : http://www.arip.co.th/tech-trend-2014/

อินเตอร์เน็ต - ยูทูปเพื่อนที่แสนดี

อินเตอร์เน็ต - ยูทูปเพื่อนที่แสนดี

“คุณใช้เวลาว่างทำอะไรกันบ้างคะ”….
ดิฉันเชื่อว่าคำตอบมีได้เป็นร้อยอย่าง เพราะคนเรามีความชอบต่างกันไป เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง หาของอร่อยรับประทาน เล่นดนตรี (วินโดว์) ชอปปิง ท่องเที่ยว ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ ทำอาหาร ทำขนม เย็บปักถักร้อย ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ต่อโมเดลต่าง ๆ เช่น เครื่องบินเล็ก หุ่นยนต์ หรือฟังธรรม จาระไนไม่หมดค่ะ
หลายคนอาจไม่เคยลองใช้อินเทอร์ เน็ตช่วยเติมเต็มสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวถึง (และไม่ได้กล่าวถึง) ข้างต้น และสามารถทำได้โดย
ไม่ต้องเสียเวลาออกจากบ้านไปขวนขวายหาความรู้หรือหาข้อมูลเสียด้วย ดิฉันจะขอเล่าจากประสบการณ์ของตัวเองเป็นตัวอย่าง
งานอดิเรกของดิฉันหลากหลายมากและแปรเปลี่ยนตามปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ เงินในกระเป๋า โอกาส เวลาและอายุ พอมีวุฒิภาวะ (ก็คือมีอายุเพิ่มขึ้นนั่นแหละค่ะ) โลกเปลี่ยนไปเยอะ ยิ่งในยุคอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟูอย่างทุกวันนี้ กิจกรรมที่ดิฉันสนใจหรือทำก็ทั้งเพิ่มขึ้นและเปลี่ยนไปด้วย ยกตัวอย่างเช่น “การทำปุ๋ยอีเอ็ม” และ “การเลี้ยงไส้เดือน” เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและกำจัดขยะชีวภาพ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ดิฉันไม่เคยมองไม่เคยสนใจเอาเสียเลยในวัยเด็กหรือวัยรุ่น เช่น การเย็บปักถักร้อย ก็เกิดสนใจขึ้นมาในวัยนี้
การได้ลงมือทำสิ่งของด้วยมือของตนเองและเห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอันทำให้เกิดความรู้สึกภูมิใจ สบายใจและสุขใจมาก ทำแล้วสนุกเพลิดเพลินและรู้สึกหายเครียดจากงาน จากรถติด จากปัญหาอะไรหลายอย่างได้เยอะ เช่น “การเย็บจักร” ดิฉันเสาะหาเทคนิควิธีการเย็บผ้า การใช้ตีนผีจักรแบบต่าง ๆ การต่อผ้าเป็นลวดลาย การเย็บกระเป๋า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน หมอนหนุนคอ ฯลฯ แต่การอ่านจากหนังสือบางทีก็งงนะคะเพราะนึกภาพไม่ออก แต่ถ้ามีวิดีโอคลิปประกอบก็จะช่วยให้เรียนรู้ได้ง่ายกว่ามาก ดิฉันอาศัย “ยูทูบ (Youtube)” ซึ่งช่วยได้มากค่ะเพราะมีคนใจดีเยอะแยะทำเป็นวิดีโอคลิปสอนและเก็บไว้ในยูทูบ
ตามมาด้วย “การถักนิตติ้ง” เมื่อตอนเริ่มต้นนั้น ก็แค่อยากทำของให้แม่ใช้ ดิฉันขอให้เพื่อนสอนถักปลอกสวมขาให้อุ่น (leg warmer) จากไหมพรมที่มีอยู่แล้วที่บ้าน แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความสนุกสนานที่ได้ทำได้เห็นชิ้นงาน ดิฉันก็เริ่มค้นหาต่อไปถึงวิธีการถักหมวก ผ้าพันคอ และสิ่งที่แม้แต่ตัวดิฉันเองก็คิดไม่ถึงว่าจะทำได้คือการถักถุงเท้า ดิฉันได้ถักถุงเท้า และอังสะถวายพระ (ตอนไปถามขนาดตัวของพระ พระท่านยังถามว่าจะทันได้ใช้หน้าหนาวนั้นหรือโยม) และทำเป็นของขวัญในโอกาสต่าง ๆ ได้อีก สำหรับกิจกรรมปัจจุบันนี้ของดิฉันคือ “การถักโครเชต์” เช่น การถักกระเป๋า ถักปกเสื้อ ถักผ้าห่ม เป็นต้น
อย่างที่บอกแต่ต้นค่ะ ดิฉันเรียนรู้เกือบทุกอย่างได้จากการท่องโลกอินเทอร์เน็ต ดิฉันจึงอยากชักชวนให้มาเรียนรู้จากอินเทอร์เน็ตกับยูทูบกัน ไม่น่าเชื่อนะคะว่าจากสถิติในเว็บของยูทูบ ระบุว่ามีผู้ใช้ที่ไม่ซ้ำกว่า 1 พันล้านรายเข้าชมยูทูบในแต่ละเดือน และในแต่ละเดือนมีผู้รับชมวิดีโอมากกว่า 6 พันล้านชั่วโมง ซึ่งเกือบจะเท่ากับหนึ่งชั่วโมงสำหรับทุก ๆ คนบนโลก
นอกจากนั้น ยูทูบได้รับการแปลเป็นภาษาท้องถิ่นถึง 61 ภาษาใน 56 ประเทศ แค่คุณรู้จักค้นหาด้วย keyword ทั้งไทย ทั้งอังกฤษ เช่น “ลายถักนิตติ้ง ผ้าพันคอ” หรือ “how to knit socks youtube” หรือ “how to raise worms” คุณจะพบแหล่งข้อมูลเยอะแยะมากมาย
ที่คุณจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อยขอยกตัวอย่างสักแหล่งหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้ดิฉันชอบถักนิตติ้งผ้าพันคอนะคะ ครูสอนก็สวย อธิบายง่าย ๆ แถมทำแล้วดูง่ายไปหมด (เกือบ)
ทุกอย่างเชียว http://verypink.com/ 2011/01/11/ida-neck-wrap/ แต่คุณไม่จำเป็นต้องซื้อของจากเขาก็ได้นะคะ และถ้าคุณคิดว่าคลิปนี้มันยังยากเกินไปสำหรับการเริ่มต้น ดิฉันขอให้ลองค้นหาวิดีโอคลิปอื่นที่เป็นพื้นฐานต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ
ขอให้สนุกกับวันว่างนะคะ ถ้ามีคนชอบข้อเขียนเบา ๆ แบบนี้ คราวหน้าดิฉันจะมาคุยต่อค่ะ.
รศ.นงลักษณ์ โควาวิสารัช
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อีเมล : nongluk.c@chula.ac.th

ชมพิพิฑภัณฑ์ผ่านแอพ iq@museums

ชมพิพิฑภัณฑ์ผ่านแอพ iq@museums

...สร้างมิติใหม่ให้กับการชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ไทย ด้วยเทคโนโลยี
กับแอพพลิเคชั่น “ไอคิวแอทมิวเซียม” (iQ@Museums) ที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาระบบนำชมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ด้วยอุปกรณ์สมาร์ทโฟน
“ดร.พิชัย สนแจ้ง” ผู้อำนวยการ อพวช. บอกว่า การใช้โมบายแอพพลิเคชั่น กำลังได้รับความนิยมและขยายตัวอย่างรวดเร็ว อพวช.จึงร่วมมือกับเนคเทคพัฒนาเทคโนโลยีนำร่อง ที่ช่วยในการถ่ายทอดความรู้และสนับสนุนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากชิ้นงานภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ให้แก่เยาวชนและประชาชนกลุ่มเป้าหมาย
...ผ่านการใช้งานโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต ที่รองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์…
โดยระบบดังกล่าว นอกจากจะช่วยในการเข้าถึงข้อมูลเพิ่มเติมที่นอกเหนือไปจากที่แสดงในนิทรรศการแล้วยังช่วยให้ อพวช. สามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เข้าชมเพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนาการให้บริการที่ดีขึ้นอีกด้วย
ด้าน “ดร.วิรัช ศรเลิศล้ำวาณิช” นักวิจัยอาวุโส สวทช. ที่ปรึกษาโครงการวิจัยและพัฒนาระบบนำชมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากชิ้นงานภายในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ บอกว่าระบบดังกล่าว เป็นโครงการนำร่องแรก ภายใต้ความร่วมมือระหว่างอพวช.และเนคเทค
เบื้องต้นพัฒนาระบบรองรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ซึ่งมีการใช้งานแพร่หลาย โดยเฉพาะกับโครงการแท็บเล็ตนักเรียน
สำหรับระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ ดร.วิรัช บอกว่า แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแอพพลิเคชั่นที่ให้ผู้เข้าชมใช้งาน และส่วนหลังบ้าน ที่ให้เจ้าหน้าที่ของอพวช.ใช้ในการบริหารจัดการเนื้อหาที่นำชม รวมถึงการเก็บข้อมูลสถิติต่าง ๆ
ทั้งนี้ในส่วนของผู้เข้าชม สามารถที่จะใช้งานได้ผ่านเว็บไซต์ หรือชมผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต
แค่ผู้สนใจ .. ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น iQ@Museums มาเก็บไว้ที่เครื่อง ซึ่งจะมีฟังก์ ชั่นสำคัญ ๆ ไว้บริการ
เริ่มตั้งแต่ฟังก์ชั่นแผนที่ ช่วยในการวางแผนการเดินทางมาอพวช. ฟังก์ชั่นปฏิทินกิจกรรมสำคัญต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์
และเมื่อผู้เข้าชมมาถึงพิพิธภัณฑ์ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในแต่ละชิ้นงาน ก็สามารถใช้ฟังก์ชั่นสแกนคิวอาร์โค้ด โดยใช้กล้องในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต ส่องไปยังคิวอาร์โค้ดที่ติดไว้ที่จุดนำชมเพื่อรับข้อมูลทั้งภาพและเสียงได้ทันที
นักวิจัยจากเนคเทค บอกว่า ปัจจุบันแอพพลิเคชั่น iQ@Museums ยังอยู่ในรุ่นสาธิต เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการใช้งาน โดยเปิดให้ทดสอบบริเวณนิทรรศการไฮไลต์ต่าง ๆ ภายในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลองห้า ปทุมธานี
หลังจากนี้จะมีการเก็บข้อมูล รับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าชม เพื่อนำไปปรับปรุงระบบให้สมบูรณ์ ก่อนเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ และขยายนำไปใช้งานกับพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ของ อพวช. รวมถึงพัฒนาให้รองรับระบบปฏิบัติการไอโอเอสต่อไป
และนี่ก็คือ อีกหนึ่งทางเลือกในการชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ ที่ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม.
นาตยา  คชินทร
nattayap@daliynews.co.th

สื่อการสอน


สื่อการสอน


สื่อการสอนคืออะไร?

         สื่อการสอน (Instruction Media) หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ หรือวิธีการใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวกลางหรือพาหะ
ในการถ่ายทอดความรู้ ทัศนคติ ทักษะและประสบการณ์ไปสู่ผู้เรียน สื่อการสอนแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติพิเศษและมีคุณค่า
ในตัวของมันเองในการเก็บและแสดงความหมายที่เหมาะสมกับเนื้อหาและเทคนิควิธีการใช้อย่างมีระบบ

คุณสมบัติของสื่อการสอน 

          สื่อการสอนมีคุณสมบัติพิเศษ 3 ประการ คือ
                1. สามารถจัดยึดประสบการณ์กิจกรรมและการกระทำต่าง ๆ ไว้ได้อย่างคงทนถาวร ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในอดีต
หรือปัจจุบัน ทั้งในลักษณะของรูปภาพ เสียง และสัญลักษณ์ต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ได้ตามความต้องการ
                2. สามารถจัดแจงจัดการและปรุงแต่งประสบการณ์ต่าง ๆ ให้ใช้ได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน
เพราะสื่อการสอนบางชนิด สามารถใช้เทคนิคพิเศษเพื่อเอาชนะข้อจำกัดในด้านขนาด ระยะทาง เวลา และความเป็นนามธรรม
ของประสบการณ์ตามธรรมชาติได้
                3. สามารถแจกจ่ายและขยายของข่าวสารออกเป็นหลาย ๆ ฉบับเพื่อเผยแพร่สู่คนจำนวนมาก และสามารถใช้ซ้ำ ๆ ได้
หลาย ๆ ครั้ง ทำให้สามารถแก้ปัญหาในด้านการเรียนการสอนต่าง ๆ ทั้งการศึกษาในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน
ได้เป็นอย่างดี

คุณค่าของสื่อการสอน
                
        1. เป็นศูนย์รวมความสนใจของผู้เรียน
        2. ทำให้บทเรียนเป็นที่น่าสนใจ
        3. ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์กว้างขวาง
        4. ทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ร่วมกัน
        5. แสดงความหมายและสัญลักษณ์ต่าง ๆ
        6. ให้ความหมายแก่คำที่เป็นนามธรรมได้
        7. แสดงสิ่งที่ลี้ลับให้เข้าใจง่าย
        8. อธิบายสิ่งที่เข้าใจยากให้เข้าใจง่ายขึ้น
        9. สามารถเอาชนะข้อจำกัดต่าง ๆ เกี่ยวกับเวลา ระยะทางและขนาดได้ เช่น
                9.1 ทำให้สิ่งที่เคลื่อนไหวช้าให้เร็วขึ้นได้
                9.2 ทำให้สิ่งที่เคลื่อนไหวเร็วให้ช้าลงได้
                9.3 ย่อสิ่งที่ใหญ่เกินไปให้เล็กลงได้
                9.4 ขยายสิ่งที่เล็กเกินไปให้ใหญ่ขึ้นได้
                9.5 นำสิ่งที่อยู่ไกลเกินไปมาศึกษาได้
                9.6 นำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมาให้ดูได้

คุณค่าของสื่อการสอน จำแนกได้ 3 ด้าน คือ
         1. คุณค่าด้านวิชาการ
                 1.1 ทำให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรง
                 1.2 ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีกว่าและมากกว่าไม่ใช่สื่อการสอน
                 1.3 ลักษณะที่เป็นรูปธรรมของสื่อการสอน ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความหมายของสิ่งต่าง ๆ ได้กว้างขวางและ
เป็นแนวทางให้เข้าใจสิ่งนั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
                 1.4 ส่วนเสริมด้านความคิด และการแก้ปัญหา
                 1.5 ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ถูกต้อง และจำเรื่องราวได้มากและได้นาน
                 1.6 สื่อการสอนบางชนิด ช่วยเร่งทักษะในการเรียนรู้ เช่น ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง เป็นต้น
          2. คุณค่าด้านจิตวิทยาการเรียนรู้
                 2.1 ทำให้เกิดความสนใจ และต้องเรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น
                 2.2 ทำให้เกิดความคิดรวบยอดเป็นเพียงอย่างเดียว
                 2.3 เร้าความสนใจ ทำให้เกิดความพึงพอใจ และยั่วยุให้กระทำกิจกรรมด้วยตนเอง
           3. คุณค่าด้านเศรษฐกิจการศึกษา
                 3.1 ช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนช้าเรียนได้
เร็วและมากขึ้น
                 3.2 ประหยัดเวลาในการทำความเข้าใจเนื้อหาต่าง ๆ
                 3.3 ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เหมือนกันครั้งละหลาย ๆ คน
                 3.4 ช่วยขจัดปัญหาเรื่องเวลา สถานที่ ขนาด และระยะทาง

ประเภทของสื่อการสอน
        การจำแนกสื่อการสอนตามคุณสมบัติ
              ชัยยงค์ พรมวงศ์ (2523 : 112) ได้กล่าวไว้ว่า สื่อการสอนแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
                  1. วัสดุ (Materials) เป็นสื่อเล็กหรือสื่อเบา บางทีเรียกว่า Soft Ware สื่อประเภทนี้ผุพังได้ง่าย เช่น 
                       - แผนภูมิ (Charts)
                       - แผนภาพ (Diagrams)
                       - ภาพถ่าย (Poster)
                       - โปสเตอร์ (Drawing)
                       - ภาพเขียน (Drawing)
                       - ภาพโปร่งใส (Transparencies)
                       - ฟิล์มสตริป (Filmstrip)
                       - แถบเทปบันทึกภาพ (Video Tapes)
                       - เทปเสียง (Tapes) ฯลฯ
                 2. อุปกรณ์ (Equipment) เป็นสื่อใหญ่หรือหนัก บางทีเรียกว่า สื่อ Hardware สื่อประเภทนี้ได้แก่ 

                       - เครื่องฉายข้ามศีรษะ (Overhead Projectors)
                       - เครื่องฉายสไลค์ (Slide Projectors)
                       - เครื่องฉายภาพยนตร์ (Motion Picture Projectors)
                       - เครื่องเทปบันทึกเสียง (Tape Receivers)
                       - เครื่องรับวิทยุ (Radio Receivers)
                       - เครื่องรับโทรทัศน์ (Television Receivers)
                 3. วิธีการ เทคนิค หรือกิจกรรม (Method Technique or Activities) ได้แก่

                       - บทบาทสมมุติ (Role Playing)
                       - สถานการณ์จำลอง (Simulation)
                       - การสาธิต (Demonstration)
                       - การศึกษานอกสถานที่ (Field Trips)
                       - การจัดนิทรรศการ (Exhibition)
                       - กระบะทราย (Sand Trays)

       การจำแนกสื่อการสอนตามแบบ (Form)
            ชอร์ส (Shorse. 1960 : 11) ได้จำแนกสื่อการสอนตามแบบเป็นหมวดหมู่ดังนี้
                 1. สิ่งพิมพ์ (Printed Materials) 
                       - หนังสือแบบเรียน (Text Books)
                       - หนังสืออุเทศก์ (Reference Books)
                       - หนังสืออ่านประกอบ (Reading Books)
                       - นิตยสารหรือวารสาร (Serials)
                 2. วัสดุกราฟิก (Graphic Materials)
                       - แผนภูมิ (Chats)
                       - แผนสถิติ (Graph)
                       - แผนภาพ (Diagrams)
                       - โปสเตอร์ (Poster)
                       - การ์ตูน (Cartoons)
                 3. วัสดุและเครื่องฉาย (Projector materials and Equipment)
                       - เครื่องฉายภาพนิ่ง (Still Picture Projector)
                       - เครื่องฉายภาพเคลื่อนไหว (Motion Picture Projector)
                       - เครื่องฉายข้ามศีรษะ (Overhead Projector)
                       - ฟิล์มสไลด์ (Slides)
                       - ฟิล์มภาพยนตร์ (Films)
                       - แผ่นโปร่งใส (Transparancies)
                 4. วัสดุถ่ายทอดเสียง (Transmission) 
                       - เครื่องเล่นแผ่นเสียง (Disc Recording)
                       - เครื่องบันทึกเสียง (Tape Recorder)
                       - เครื่องรับวิทยุ (Radio Receiver)
                       - เครื่องรับโทรทัศน์ (Television Receiver)

         การจำแนกสื่อการสอนตามประสบการณ์
              เอดการ์ เดล (Edgar Dale. 1969 : 107) เชื่อว่าประสบการณ์ตรงที่เป็นรูปธรรมจะทำให้เกิดการเรียนรู้แตกต่างกับ
ประสบการณ์ที่เป็นนามธรรม ดังนั้นจึงจำแนกสื่อการสอนโดยยึดประสบการณ์เป็นหลักเรียงตามลำดับจากประสบการณ
์ที่ง่ายไปยาก 10 ขั้น เรียกว่า กรวยประสบการณ์ (Cone of Experience)
                 
ขั้นที่ 1 ประสบการณ์ตรง (Direct Experiences) มีความหมายเป็นรูปธรรมมากที่สุดทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้
จากประสบการณ์จริง เช่น เล่นกีฬา ทำอาหาร ปลูกพืชผัก หรือเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น
                 ขั้นที่ 2 ประสบการณ์รอง (Verbal Symbols) เป็นกรณีที่ประสบการณ์หรือของจริงมีข้อจำกัด จำเป็นต้องจำลอง
สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาศึกษาแทน เช่น หุ่นจำลอง ของตัวอย่าง การแสดงเหตุการณ์จำลองทางดาราศาสตร์
                 ขั้นที่ 3 ประสบการณ์นาฏการ (Dramaticed Experiences) เป็นประสบการณ์ที่จัดขึ้นแทนประสบการณ์ตรง
หรือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในอดีตหรืออาจเป็นความคิด ความฝัน สามารถเรียนด้วยประสบการณ์ตรงหรือประสบการณ์จำลองได้
เช่น การแสดงละคร บทบาทสมมุติ เป็นต้น
                 ขั้นที่ 4 การสาธิต (Demonstration) เป็นการอธิบายข้อเท็จจริงลำดับความคิดหรือกระบวนการเหมาะสมกับเนื้อหา
ที่ต้องการความเข้าใจ ความชำนาญหรือทักษะ เช่น การสาธิตการผายปอดการสาธิตการเล่นของครูพละ เป็นต้น
                 ขั้นที่ 5 การศึกษานอกสถานที่ (Field Trips) เป็นการพาผู้เรียนไปศึกษาหาความรู้นอกห้องเรียน โดยมีจุดมุ่งหมาย
ที่แน่นอน ประสบการณ์นี้มีความเป็นนามธรรมมากกว่าการสาธิต เพราะผู้เรียนแทบไม่ได้มีส่วนในกิจกรรมที่ได้พบเห็นนั้นเลย
                 ขั้นที่ 6 นิทรรศการ (Exhibits) เป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้รับด้วยการดูเป็นส่วนใหญ่ อาจจัดแสดงสิ่งต่าง ๆ
เช่น ของจริง หุ่นจำลอง วัสดุสาธิต แผนภูมิ ภาพยนตร์ เป็นต้น
                 ขั้นที่ 7 โทรทัศน์และภาพยนตร์ (Television and Motion Picture) เป็นประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมมากกว่า
การจัดนิทรรศการ เพราะผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วยการดูภาพและฟังเสียงเท่านั้น
                 ขั้นที่ 8 ภาพนิ่ง วิทยุและการบันทึกเสียง (Still Picture) เป็นประสบการณ์ที่รับรู้ได้ทางใดทางหนึ่งระหว่างการฟัง
และการพูด ซึ่งนับเป็นนามธรรมมากขึ้น
                 ขั้นที่ 9 ทัศนสัญลักษณ์ (Visual Symbols) เป็นประสบการร์ที่เป็นนามธรรมมากที่สุด บรรยาย การปราศรัย
คำโฆษณา ฯลฯ ดังนั้นผู้เรียนควรมีพื้นฐานเช่นเดียวกับทัศนสัญลักษณ์นั้น ๆ จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างดี
                 ขั้นที่ 10 วัจนสัญลักษณ์ (Verbal Symbols) ได้แก่ คำพูด คำอธิบาย หนังสือ เอกสาร แผ่นปลิว แผ่นพับ
ที่ใช้ตัวอักษร ตัวเลข แทนความหมายของสิ่งต่าง ๆ นับเป็นประสบการณ์ที่เป็นนามธรรมมากที่สุด

 

ข้อดีและข้อจำกัดของสื่อการสอน 
       1. สื่อที่ไม่ต้องใช้เครื่องประกอบ
              1.1 หนังสือพิมพ์ สมุดคู่มือ เอกสารหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ
                  ข้อดี
                        1. วิธีเรียนที่ดีที่สุดสำหรับบางคน ได้แก่ การอ่าน
                        2. สามารถอ่านได้ตามสมรรถภาพของแต่ละบุคคล
                        3. เหมาะสมสำหรับการอ้างอิงหรือทบทวน
                        4. เหมาะสำหรับการผลิตเพื่อแจกเป็นจำนวนมาก
                   ข้อจำกัด
                        1. ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง
                        2. บางครั้งข้อมูลล้าสมัยง่าย
                        3. สิ่งพิมพ์ที่จำเป็นต้องอาศัยการผลิตต้นแบบหรือการผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งหาได้ยาก
               1.2 ตัวอย่างของจริง
                   ข้อดี
                        1. แสดงสภาพตามความเป็นจริง
                        2. อยู่ในลักษณะสามมิติ
                        3. สัมผัสได้ด้วยสัมผัสทั้ง 4
                    ข้อจำกัด
                        1. การจัดหาอาจลำบาก
                        2. บางครั้งขนาดใหญ่เกินกว่าจะนำมาแสดงได้
                        3. บางครั้งราคาสูงเกินไป
                        4. ปกติเหมาะสำหรับการแสดงต่อกลุ่มย่อย
                        5. บางครั้งเสียหายง่าย
                        6. เก็บรักษาลำบาก
               1.3 หุ่นจำลอง / เท่า / ขยาย / ของจริง
                    ข้อดี
                         1. อยู่ในลักษณะสามมิติ
                         2. สามารถจับต้องและพิจารณารายละเอียด
                         3. เหมาะสำหรับการแสดงที่ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า (เช่น ส่วนกลางหู)
                         4. สามารถใช้แสดงหน้าที่
                         5. ช่วยในการเรียนรู้และการปฏิบัติทักษะชนิดต่าง ๆ
                         6. หุ่นบางอย่างสบายสามารถผลิตได้ด้วยวัสดุในท้องถิ่นที่หาง่าย
                    ข้อจำกัด
                         1. ต้องอาศัยความชำนาญในการผลิต
                         2. ส่วนมากราคาแพง
                         3. ปกติเหมาะสำหรับการแสดงต่อกลุ่มย่อย
                         4. ชำรุดเสียหายง่าย
                         5. ไม่เหมือนของจริงทุกประการบางครั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิด
                1.4 กราฟิก / แผนภูมิ / แผนภาพ / แผนผัง / ตาราง
                    ข้อดี
                        1. ช่วยในการชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา
                        2. ช่วยแสดงลำดับขั้นตอนของเนื้อหา
                        3. ภาพถ่ายมีลักษณะใกล้ความเป็นจริง ซึ่งดีกว่าภาพเขียน
                    ข้อจำกัด
                        1. เหมาะสำหรับกลุ่มเล็ก ๆ
                        2. เพื่อให้งานกราฟิกได้ผลจำเป็นต้องใช้ช่างเทคนิคที่ค่อนข้างมีความชำนาญในการผลิต
                        3. การใช้ภาพบางประเภท เช่น ภาพตัดส่วน (Sectional drawings) หรือการ์ตูน อาจไม่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมาย
เกิดความเข้าใจดีขึ้นแต่กลับทำให้งง เพราะไม่สามารถสัมผัสของจริงได้
               1.5 กระดานชอล์ค
                   ข้อดี
                        1. ต้นทุนราคาต่ำ
                        2. สามารถใช้เขียนงานกราฟิกได้หลายชนิด
                        3. ช่วยในการสร้างความเข้าใจตามลำดับเรื่องราวเนื้อหาสามารถนำไปใช้ได้อีก
                   ข้อจำกัด
                        1. ผู้เขียนต้องหันหลังให้กลุ่มเป้าหมาย
                        2. กลุ่มเป้าหมายจำนวนเพียง 50 คน
                        3. ภาพหัวข้อหรือประเด็นคำบรรยายต้องถูกลบ ไม่สามารถนำไปใช้ได้อีก
                        4. ผู้เขียนต้องมีความสามารถในการเขียนกระดานพอสมควรทั้งในการเขียนตัวหนังสือ
               1.6 แผ่นป้ายสำลี / แผ่นป้ายแม่เหล็ก
                   ข้อดี
                        1. สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก
                        2. วัสดุในการผลิตหาได้ง่าย
                        3. เหมาะสำหรับแสดงความเกี่ยวพันของลำดับเนื้อหา เป็นขั้นตอน
                        4. ช่วยดึงดูดความสนใจ
                        5. สามารถให้กลุ่มเป้าหมายร่วมใช้เพื่อสร้างความสนใจและทดสอบความเข้าใจ
                  ข้อจำกัด
                        - เหมาะสำหรับกลุ่มย่อย

         2. สิ่งที่ต้องใช้เครื่องฉายประกอบ (Projectable Media)
               2.1 ชนิดที่ไม่มีการเคลื่อนไหว หรือภาพนิ่ง (Still Picture)
                    2.1.1 เครื่องฉายทึบแสง (Opaque Projector) 
                      ข้อดี
                        1. สามารถขยายภาพถ่ายหรือภาพเขียนให้มีขนาดใหญ่ ซึ่งแม้กลุ่มจะใหญ่ก็เห็นชัดเจนทั่วถึงกัน
                        2. ช่วยลดภาวะการผลิตสไลด์และแผ่นภาพโปร่งแสง (Overhead Transparencies)
                        3. สามารถขยายภาพบนแผ่นกระดาษ เพื่อจะได้วาดภาพขยายได้ถูกต้อง
                        4. ช่วยในการขยายวัตถุที่มีขนาดเล็กให้กลุ่มใหญ่ ๆ เห็นได้ทั่วถึง
                      ข้อจำกัด
                        1. เมื่อจะใช้เครื่องจะต้องมีห้องที่มืดสนิทจึงจะเห็นภาพขยาย
                        2. เครื่องมีขนาดใหญ่มาก ขนย้ายลำบาก
                        3. ต้องใช้ไฟฟ้า
                    2.1.2 ไมโครฟิล์ม
                     ข้อดี
                        1. สะดวกต่อการเก็บรักษาและสามารถจัดประเภทได้ง่าย หากมีไมโครฟิล์มจำนวนมาก ๆ
                        2. เหมาะสำหรับใช้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ เพราะมีขนาดเล็ก
                        3. ต้นทุนการผลิตค่อนข้างต่ำแต่ต้องมีเครื่องฉายที่ดี
                        4. ขนาดเล็ก และน้ำหนักเบาหยิบใช้ง่าย
                     ข้อจำกัด
                        1. ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
                        2. เครื่องขยายที่ใช้คนดูคนเดียวมีราคาถูก แต่เครื่องฉายสำหรับกลุ่มใหญ่มีราคาแพง
                        3. เครื่องขยายต้องใช้ไฟฟ้า (ยกเว้นเครื่องส่งขนาดเล็ก)

            2.2 ชนิดที่มีการเคลื่อนไหว (Moving Picture)
                   2.2.1 ฟิล์ม / ภาพยนตร์ (ทั้ง 16 มม. และ 8 มม.)
                    ข้อดี
                        1. ให้ภาพที่มีการเคลื่อนไหวและให้เสียงประกอบ ซึ่งทั้งสองอย่างมีลักษณะใกล้ความจริงมากที่สุด
                        2. เหมาะสำหรับกลุ่มทุกขนาด คือ สามารถใช้ได้ทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่
                        3. ใช้เนื้อที่และเวลาน้อยในการเสนอ
                        4. เหมาะสำหรับใช้จูงใจสร้างทัศนคติและแนะปัญหาหรือแสดงทักษะ
                        5. ฟิล์ม 8 มม. เหมาะสำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง
                        6. เหมาะสำหรับให้ความรู้ แต่ผู้ใช้จะต้องอธิบายข้อความบางอย่างเกี่ยวกับภาพยนตร์โดยละเอียด
ก่อนทำการฉายหรือเมื่อฉายจบแล้วควรจะให้มีการซักถามปัญหา หรืออภิปรายกลุ่มสรุปเรื่องราวอีกด้วย
                     ข้อจำกัด
                        1. ไม่สามารถหยุดภาพยนตร์เมื่อมีใครมีข้อสงสัย
                        2. ต้นทุนในการผลิตสูงมากและกรรมวิธีการผลิตยุ่งยาก
                        3. การผลิตฟิล์มจำนวนน้อย ๆ (ก๊อปปี้) ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นกว่าเดิมมาก
                        4. ต้องใช้ไฟฟ้าในการฉาย
                        5. ลำบากต่อการโยกย้ายอุปกรณ์สำหรับฉาย
                        6. จำเป็นต้องฉายที่มืดจึงจะมองเห็น (นอกจากจะใช้จอฉายกลางวัน)
                        7. บางครั้งถ้าใช้ภาพยนตร์ต่างประเทศอาจจะไม่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้จริง ๆ
                   2.2.2 โทรทัศน์วงจรเปิด (Open Circuit Television)
                    ข้อดี

                        1. สามารถใช้กับทั้งกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย และถ่ายทอดได้ในระยะไกล ๆ
                        2. ช่วยในการดึงดูดความสนใจ
                        3. เหมาะสำหรับใช้ในการจูงใจ สร้างทัศนคติและเสนอปัญหา (ให้ผู้ชมคิดหรือเสริมสร้างการอภิปรายร่วม)
                        4. ช่วยลดภาวะของผู้ใช้ คือ แทนที่จะบรรยายหลายแห่งต่อคน ที่ต่าง ๆ เห็นได้ในเวลาเดียวกัน
                    ข้อจำกัด
                        1. ต้นทุนการจัดรายการสูงและต้องใช้ช่างผู้ชำนาญในการทำรายการ
                        2. เครื่องรับโทรทัศน์มีราคาสูงและบำรุงรักษายาก
                        3. ต้องใช้ไฟฟ้า
                        4. ผู้ชมต้องปรับตัวเข้ารายการผู้ใช้หรือผู้บรรยายไม่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้ชมได้
                   2.2.3 โทรทัศน์วงจรปิด (Closed Circuit Television) 
                    ข้อดี
                        1. สามารถใช้ได้ในกลุ่มย่อยและกลุ่มคนที่มีไม่มากจนเกินไป
                        2. สามารถฉายซ้ำเมื่อผู้ชมเกิดความไม่เข้าใจ
                        3. แสดงการเคลื่อนไหว
                        4. สามารถใช้ได้ในกรณีที่มีบริเวณหรือเวลาจำกัด
                        5. เหมาะสำหรับใช้ในการจูงใจสร้างทัศนคติและเสนอปัญหา
                        6. เหมาะสำหรับใช้ในการขยายภาพ / บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นขั้นตอนแต่ใช้เวลามากในการพัฒนา
                   
ข้อจำกัด
                        1. ต้นทุน อุปกรณ์และการผลิตสูงและต้องใช้ผู้ชำนาญในการผลิต / จัดรายการ
                        2. ต้องใช้ไฟฟ้า (แม้ว่าจะสามารถใช้แบตเตอรี่ได้ ก็อาจจะต้องชาร์ตไฟ)
                        3. เครื่องรับมีราคาสูง และยากแก่การบำรุงรักษา


ที่มา  http://reg.ksu.ac.th/teacher/sudatip/elearning_files/data2.html